ทำไมการป้องกันเสริจ์จึงมีความจำเป็นมากกว่าในอดีต ?


ทำไมการป้องกันเสริจ์จึงมีความจำเป็นมากกว่าในอดีต ?
ปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เข้ามามีบทบาทต่อทุกก้าวย่างของชีวิตประจำวันของมนุษย์ วิวัฒนาการที่เป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้แรงดันที่ใช้ในการทำงาน ( Operating Voltage ) ก็มีค่าลดลง เวลาที่ใช้ในการประมวลผลก็ลดลงดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้จึงมีความไวสูง(Sensitivity )ขึ้นกล่าว คือเมื่อมีสิ่งรบกวนต่างๆที่เข้ามาในระบบก็มีผลต่อระบบได้ง่ายกว่าในอดีต 
       การป้องกันฟ้าผ่าภายในนั้นหลายท่านคิดว่าเป็นเพียงการติดตั้งระบบป้องกันที่ทางเข้าของระบบไฟฟ้าเท่านั้นแต่ต้องไม่ลืมว่าเสริจ์ที่เกิดขึ้นก็สามารถเข้ามาตามระบบสื่อสารต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นระบบโทรศัพท์ หรือ สายสัญญาณที่ใช้ในการวัดค่าต่างๆ ลองดูตัวอย่างของสิ่งปลูกสร้าง ทั้ง 3 ดังต่อไปนี้  ดูรูปข้างบน
       สิ่งปลูกสร้างตรงกลางซึ่งมีการติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่าทั้งภายใน( ป้องกันแรงดันเสริจ์ : Surge Arrester ) และภายนอก เมื่อถูกฟ้าผ่าระบบป้องกันฟ้าผ่าภายนอกจะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับสิ่งปลูกสร้าง ในขณะเดียวกันแรงดันเสริจ์ที่เกิดขึ้นก็จะเข้าไปสู่ระบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร  ระบบสาธารณูปโภคต่างๆซึ่งสิ่งปลูกสร้างนี้ได้มีการติดตั้งระบบป้องกันไว้แล้วจึงไม่ได้รับความเสียหาย
        สิ่งปลูกสร้างทางซ้ายมีการติดตั้งระบบป้องกันแรงดันเสริจ์ ดังนั้นเสริจ์ ( Surge )ที่มาตามระบบไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคต่างๆก็ไม่สามารถทำความเสียหายให้กับอุปกรณ์ภายใน แต่สิ่งปลูกสร้างนี้ก็ไม่สามารถป้องกันการถูกฟ้าผ่าโดยตรง
        สิ่งปลูกสร้างทางขวาไม่มีการป้องกันฟ้าผ่าทั้งภายในและภายนอก เสริจ์ที่เกิดขึ้นจากจุดที่ถูกฟ้าผ่า (สิ่งปลูกสร้างตรงกลาง) ซึ่งมาตามระบบไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคก็สามารถเข้ามาทำลายอุปกรณ์ภายในได้ อีกทั้งไม่สามารถถูกฟ้าผ่าโดยตรง
        ดั้งนั้นก็หมายความว่าระบบป้องกันฟ้าผ่านั้นต้องมีการติดคั้งควบคู่กันไปทั้งระบบป้องกันฟ้าผ่าภายในและภายนอก