Bluestone - EV Charger
 

 

ก่อนจะซื้อรถไฟฟ้า ควรต้องรู้อะไรบ้าง?

1. รถที่จะเลือกซื้อเป็น PHEV (Plug-in Hybrid) หรือ BEV (Battery 100%) กรณีแบบแรก PHEV ระยะทางที่วิ่งด้วยไฟฟ้าประมาณ 40 km. หลังจากนั้นน้ำมัน ถ้าเป็น BEV ต้องดูระยะทางที่วิ่งได้เลย ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 300 km. ต้องวางแผนการเดินทางทุกวันให้ดี

2. สถานที่ชาร์จไฟ ถ้าอาศัยในคอนโด อันนี้ต้องไปหาข้อมูลให้ดี ว่ามี Charger ติดตั้งไว้ให้ใช้มั้ย? ถ้าไม่มี ทางคอนโดมีแผนจะติดตั้งไหม? ค่าไฟคิดหน่วยละเท่าไหร่? แล้วถ้าต้องการจะติดตั้งเองต้องทำอย่างไร? ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปหาที่ชาร์จถามห้าง ค่าชาร์จจะคุ้มไหม?  
ถ้าเป็นบ้านพักอาศัย ติดตั้งเองได้ ถ้าไฟไม่พอ ขอมิเตอร์เพิ่มเพื่อใช้ชาร์จไฟรถได้เลย กรณี PHEV ไม่น่าต้องห่วงมาก อย่างมากก็ใช้น้ำมันเอา แต่จากประสบการณ์ตรง ตอนใช้ไฟฟ้า ขับสนุกกว่า สิ้นเปลืองน้อยกว่าน้ำมัน ถ้าเป็น BEV ต้องคิดหนัก ไม่มีที่ชาร์จ จบ!

3. มาดูที่การชาร์จ เครื่องชาร์จไฟหลักๆมี 2แบบ คือ AC Charger กับ DC Charger รถที่เป็น PHEV ลืมคำว่า DC ไปได้เลย เพราะตัวรถไม่รองรับ DC charger รับได้แค่ AC Charge เท่านั้น แล้วก็มีเพียงแค่ไฟ 1เฟส สูงสุดไม่น่าเกิน 16A (3.6 kW) ถ้าเป็น BEV อันนี้จะมีจุดรับไฟ 2แบบ ทั้ง AC และ DC กรณี AC อาจรับได้ถึง 32A 3 เฟส (22kW) ทั้งนี้ขึ้นกับตัวแปลงไฟในรถ บางคันให้แค่ 16A 3เฟสเท่านั้น แต่แค่นี้ก็ชาร์จได้เร็วแล้ว สำหรับชุดชาร์จแบบพกพาที่แถมมากับ PHEV อันนั้นจะช้า ได้แค่ 8A 1เฟส (1.6kW) เท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น… ต้องดูว่าไฟบ้านเราแบบไหน เฟสเดียวหรือ 3 เฟส


ส่วนสำคัญที่ควรรู้!!! ในตัวรถที่เกี่ยวกับการชาร์จรถไฟฟ้า



1. Battery ที่ใช้ขับเคลื่อน
อันนี้จะคนละตัวกับ Battery ที่ใช้ในระบบควบคุมรถ Battery ตัวนี้จะเป็นเหมือนถังน้ำมันในรถสันดาปภายใน ขนาดยิ่งใหญ่ก็ยิ่งขับไปได้ไกล และก็จะยิ่งหนักรถด้วย ที่สำคัญ! จะยิ่งทำให้รถมีราคาแพงขึ้น ดังนั้นขนาดของมันก็ต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบกำลังขับเคลื่อน ลักษณะการใช้งานรถ สำหรับเราผู้ซื้อก็ต้องพยายามเลือกให้มันเหมาะสมกับการใช้งาน
รถบางยี่ห้อมีให้เลือกขนาดของ Battery บางยี่ห้อไม่มี ดังนั้นข้อนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อรถด้วย ปกติในรถยนต์...
- PHEV (Plugin Hybrid) จะเตรียม Battery ประมาณ 11-14 kWHr. ไว้ให้ใช้ขับได้ประมาณ 40 กม. ส่วน
- BEV (รถไฟฟ้า 100%) จะเตรียมไว้ให้ขับได้ 200-450 กม. ขนาดความจุของ Battery อาจสูงถึง 95 kWHr. แล้วแต่ยี่ห้อหรือรุ่นรถ
*ปัจจุบันนี้ถ้าเลือกขนาด Battery แล้ว ไปเพิ่มทีหลังไม่ได้ เพราะบริษัทรถไม่เปลี่ยนให้ ส่วนอนาคต... ไม่รู้!!! และไม่ใช่มีให้เลือกทุกยี่ห้อ ต้องคิดกันดีๆ

2. ขนาดของ Onboard Charger
ข้อนี้สำคัญ!!มันคืออะไร? ทำหน้าที่อะไร? Onboard Charger ถูกติดตั้งไว้ในรถเอาไว้แปลงไฟ AC (ไฟบ้าน) ไปเป็นไฟ DC เพื่อชาร์จไฟเข้า Battery (ในข้อ1)
- รถยนต์ประเภท PHEV บริษัทรถยนต์จะติดตั้งมาให้ 3.68 kW (16A 1เฟส) เป็นมาตรฐาน
- ถ้าเป็น BEV ก็จะมีขนาด Onboard Charger ที่ใหญ่กว่ามาตรฐานก็จะเป็น 11 kA (16A 3เฟส ) สูงสุดก็ 22 kW ( 32A 3เฟส) อันนี้แหละคอขวดคอที่ 1
รถ PHEV น่าจะให้มาสูงสุดแค่ 16A 1เฟส ส่วน BEV ก็จะมีให้ทั้ง 11 kW (16A 3เฟส ) และ 22 kW (32A 3เฟส)

*รถจะชาร์จเร็วหรือช้าก็ขึ้นกับตัวนี้ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญต้องรู้!! คือตัวที่ทำหน้าที่แปลงไฟบ้านเป็นไฟ DC เพื่อชาร์จรถ PHEV คือเจ้าตัวนี้ อันนี้เน้นอีกครั้ง ส่วนรถ BEV จะมีทั้งการชาร์จ AC และ DC

3. เครื่องชาร์จ AC Charger
AC Charger ก็เป็นคอขวดอีกตัวนึงในระบบการชาร์จรถไฟฟ้า เครื่องชาร์จไฟ รถไฟฟ้าแบบ AC จะมีอยู่ 2 แบบ
3.1) สายชาร์จแบบพกพาที่แถมมากับรถ ที่เสียบเข้ากับปลั๊กไฟบ้าน อันนี่ถูกจำกัดให้ชาร์จได้ 8A เท่านั้น หรือพูดง่ายๆก็ 1.8 kW
3.2) เครื่องชาร์จแบบติดผนัง เครื่องชาร์จแบบนี้มีให้เลือกหลายขนาด คุณสมบัติก็หลากหลายมาก ตั้งแต่ 3.68 kW (16A 1เฟส) ไปจนถึง 22 kW (32A 3เฟส)

เครื่อง AC Charger นี้จะเป็นตัวเปิดวงจรเพื่อส่งไฟ AC เข้ารถ และคุยกับรถถึงระบบไฟฟ้าที่บ้านเราจะจ่ายให้รถได้ ไฟบ้านเป็นอย่างไร ไฟที่เข้ารถเป็นแบบนั้น ถ้าจะมีการปรับปรุงคุณภาพเพิ่มเติมก็จะมีเรื่องการป้องกันเสิร์จ ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องความปลอดภัยคือการป้องกันไฟดูด ทั้ง AC 30 mA และ DC 6 mA (Type B) ส่วน Option อื่นๆ ก็จะเป็นเรื่องข้อมูลการชาร์จ ระบบเก็บเงิน…

ทีนี้ลองมาคำนวณกันเล่นๆ ดู...
1) รถ PHEV ที่มี Onboard Charger 3.68 kW มี Battery ขนาด 12 kWHr จะใช้เวลาในการชาร์จนานเท่าไหร่?
1.1   ใช้สายชาร์จ 1.8 kW เอา 12 kWhr. หาร 1.8 kW ก็ได้ 6.67 ชม. คือใช้เวลา 6.67 ชม.ในการชาร์จ
1.2  ใช้เครื่องชาร์จ 3.68 kW เอา 12 kWhr. หาร 3.68 kW ก็ได้ 3.36 ชม. คือใช้เวลา 3.26 ชม. ลดเวลาไปครึ่งนึง
1.3.  ใช้เครื่องชาร์จ 11 kW เอา 12 kWhr. หาร 11 kW ก็ได้ 1.1 ชม. แล้วบอกว่าใช้ 1.1 ชม. ไม่ได้แล้ว เพราะ Onboard Charger ได้แค่ 3.68 kW เราจึงต้องใช้เวลา เท่าเดิมคือ 3.36 ชม.อยู่ดี

 

EV Charger สัญชาติไทย!! โดยทีมงาน Bluestone

มีฟังก์ชั่นการใช้งานทั้ง Hardware, Software, User verification ผ่าน RFID/NFC, UI , Monitoring การใช้งาน, อ่านค่าพลังงาน , เวลาในการชาร์จ, ประวัติการชาร์จ ผ่านโทรศัพท์มือถือ

เครื่องชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ ขนาด 22 kW 3 Phase 32 A และขนาด 7.2 kW Single Phase 32 A ถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานทั้งในบ้านพักอาศัย และเพื่อใช้งานสาธารณะ โดยได้มีการติดตั้งระบบตรวจสอบตัวตน เพื่อแสดงสิทธิการชาร์จผ่าน RFID/NFC ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้ง RFID Card และ Smart Phone (Android)

EV-AC1-7,2E-WIFI-IoT /  EV-AC3-22E-WIFI-IoT

  

Features

  • เป็นเครื่องชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ ขนาด 22 kW 3 Phase 32 A และขนาด 7.36 kW Single Phase 32 A ถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานทั้งในบ้านพักอาศัย และเพื่อใช้งานสาธารณะ โดยได้มีการติดตั้งระบบตรวจสอบตัวตน เพื่อแสดงสิทธิการชาร์จผ่าน RFID/NFC ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้ง RFID Card และ Smart Phone (Android)
  • มาพร้อมกับระบบป้องกันไฟฟ้ารั่ว ทั้ง AC/DC ทั้งยัง ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก (Surge Protection) เพื่อป้องกันความเสียหาย ทั้งของเครื่องชาร์จ และรถยนต์ขณะทำการชาร์จ นอกจากนั้นยังติดตั้ง Energy Meter เพื่อวัดพลังงานที่ชาร์จ เพื่อใช้ในการคิดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย
  • มีปุ่มกดเริ่มการชาร์จพร้อมไฟแสดงสถานะพร้อมใช้งานของปุ่ม และหยุดการทำงานกรณีฉุกเฉินผ่านปุ่ม Emergency Stop ใต้เครื่อง และยังมี LEDs แสดงสถานะการทำงานของเครื่องชาร์จ (CONNECT, CHARGING, ERROR)
  • การตั้งเวลาชาร์จล่วงหน้า สามารถทำได้ผ่าน Web application

  • ติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับตัวเครื่อง โดยสื่อสารผ่าน Wifi, Modbus RTU และ Modbus TCP เพื่อสามารถนำข้อมูลการชาร์จ ไปสร้างระบบจัดการค่าใช้จ่าย ร่วมกับการจัดการอาคารได้
  • กรณีใช้งานเครื่องเดี่ยว สามารถเชื่อมต่อเครื่องชาร์จผ่าน Wifi ที่ติดตั้งมากับเครื่อง โดยผู้ใช้งานสามารถอ่านค่าการทำงานของเครื่อง, ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้งานผ่าน Web application ที่ติดตั้งมาให้


  • Web Application ของ EV Charger ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เพื่อใช้ในการตั้งค่า ตั้งสิทธิการใช้งาน และรายงานผลการชาร์จ จะแสดงค่าพลังงานของการชาร์จ กระแสที่ใช้ สถานะการชาร์จ และรายงานความผิดพลาด หากเกิดปัญหาขณะชาร์จ ซึ่งรวมไปถึงผู้ชาร์จ กำลังไฟ เวลารวมที่ชาร์จและช่วงเวลาในการชาร์จ เพื่อนำไปคำนวณค่าใช้จ่ายต่อครั้ง หรือต่อเดือนได้
  • รายงานประวัติการชาร์จของผู้ใช้ เวลาที่เริ่มชาร์จ ช่วงเวลาในการชาร์จ พลังงานที่ใช้ และยังรายงานปริมาณการชาร์จต่อเดือน ของผู้ใช้แต่ละรายได้ด้วย

 

วิธีการใช้งาน
กรณีของผู้ใช้งานที่มี RFID
1. ผู้ใช้งานแตะบัตร RFID ที่หน้าเครื่องชาร์จ
2. ผู้ใช้งานสามารถสแกน QR Code เพื่อเข้าหน้าเว็ปไซต์
3. ผู้ใช้งานสามารถเลือกชำระด้วยเครดิต/ เดบิต, Wallet และพร้อมเพย์
4. ผู้ใช้งานสามารถเข้าหน้าเว็ปไซต์ เพื่อเลือกระยะเวลาการชาร์จได้
5. ผู้ดูแลสามารถรายงานการแจ้งหนี้ และชำระเงิน ได้ทั้งรูปแบบรายวันและรายเดือน โดยสามารถระบุวัน-เวลา และข้อมูลคงเหลือให้กับผู้ใช้งานได้

กรณีของผู้ใช้งานที่ไม่มี RFID
1. ผู้ใช้งานที่ไม่มี RFID สามารถใช้งานด้วยการสแกน QR Code
2. ผู้ใช้งานสามารถเลือกชำระด้วยเครดิต/ เดบิต, Wallet และพร้อมเพย์
3. ผู้ใช้งานสามารถเข้าหน้าเว็ปไซต์ เพื่อเลือกระยะเวลาการชาร์จได้
4. ผู้ดูแลสามารถรายงานการแจ้งหนี้ และชำระเงิน ได้ทั้งรูปแบบรายวันและรายเดือน โดยสามารถระบุวัน-เวลา และข้อมูลคงเหลือให้กับผู้ใช้งานได้

 

Energy Management System


Energy Management System เหมาะสำหรับการชาร์จ 10จุดขึ้นไป ซึ่งเป็นโซลูชั่น (Solution) ที่บริหารจัดการโหลด และปรับการทำงานของสถานีชาร์จของคุณให้เหมาะสม เพื่อรับรองความพร้อมของการใช้งานและระบบการจัดการโหลด โดยจะกระจายโหลดที่มีอยู่ไปยังสถานีชาร์จ หรือกล่องติดผนังทั้งหมดตามกฎที่กำหนดได้ จะช่วยป้องกันเบรกเกอร์หลักจากการโอเวอร์โหลด ไม่ให้กระแสเกินที่กำหนดไว้

ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการชาร์จ โดยผ่านจอสัมผัส (Touch Screen) และเว็ปไซต์ ตั้งแต่การอนุญาตการชาร์จ จนถึงกระบวนการชาร์จที่เสร็จสมบูรณ์

ตัวอย่างการบริหารจัดการ AC Charging
ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าต้องการติดตั้ง EV Charger จำนวน 10 จุด Main 150 A 3P ต้องการระบบบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้กระแสเกินที่กำหนด โดยสามารถทำได้ 2 แบบ
แบบที่ 1 โดยการเฉลี่ยกระแส ให้เท่ากันทุกจุดชาร์จ
แบบที่ 2 โดยการกำหนดจุดชาร์จแต่ละจุด เช่น กำหนดให้มีโซน VIP (Fast charge) จำนวน 3 จุด กระแสอยู่ที่ 25 A และผู้ใช้ทั่วไป จำนวน 7 จุด กระแสอยู่ที่ 10 A

 

สนใจผลิตภัณฑ์และบริการ ติดต่อเราได้ค่ะ บลูสโตน ยินดีให้บริการด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง